พ่อลูกกับลา

ชายผู้หนึ่งจูงลาออกจากบ้านเข้าไปในเมือง พร้อมด้วยลูกชาย พอผ่านหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ก็ได้ยินเสียงคนหัวเราะเกรียวกราว และมีคนหนึ่งตะโกนบอกเขาว่า

“แกช่างโง่จริง มีลาควรจะขี่ หนอยแน่ะ กลับไปเดินตามมัน”

พ่อจึงบอกลูกชายว่า “เอ็งขึ้นขี่ลาเถิด ชาวบ้านเขาหัวเราะเยาะพ่อ เอ็งได้ยินไหม”

ลูกชายจึงขึ้นขี่ลา ส่วนพ่อเดินตามหลัง สักครู่ก็ถึงหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง ชาวบ้านคนหนึ่งชี้ไปที่ลูกชาย แล้วร้องตะโกนบอกเพื่อนว่า “ดูเจ้าเด็กคนนี้สิ เอาแต่สบายปล่อยให้พ่อเดิน ตัวมันนั่งบนหลังลา” ชาวบ้านหลายคนจึงบ่นดังๆ ว่า “ไม่น่าปล่อยให้คนแก่เดินเลย”

พ่อได้ยินชาวบ้านพูดเช่นนั้น ก็บอกให้ลูกลงจากหลังลา แล้วแกขี่ลาแทน

แต่พอไปถึงหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่ง ชาวบ้านเห็นว่าเขาทำไม่ถูก หญิงชราคนหนึ่งบอกให้ลูกสาวดู แล้วพูดว่า “พุทโธ่เอ๋ย น่าสงสารเด็กเหลือเกิน เดินโซเซจะล้มเสียให้ได้ เจ้าพ่อของมันออกแข็งแรง ไม่น่าเอาเปรียบลูกเลย คนอาไร้ ใจร้ายจริง ไมมีควาเอ็นดูลูกเสียบ้างเลย”

เจ้าของลาได้ฟังดังนั้น ก็รู้สึกขายหน้ามาก จึงเรียกลูกให้ึ้นขี่ลาด้วยกัน พอเดินทางเกือบจะถึงเมืองก็พบหญิงอีกคนหนึ่ง หญิงผู้นั้นหยุดดู แล้วพูดว่า “น่าสงสารลา ดูซิเดินแทบไม่ไหว คนเราสมัยนี้ใจคอช่างกระไรนะ สองคนรุมกันขี่ลาตัวเดียวช่างอนาถใจ ฉันคิดว่าพ่อลุงกับลูกชายน่าจะแบกมันไปน่าจะเหมาะกว่า”

พ่อลูกจึงลงจากหลังลา แ้ล้วช่วยกันแบกลาเข้าไปในเมือง ลาก็ดิ้นใหญ่เพราะมันไม่ชอบให้คนแบก มันถีบเสื้อผ้าของสองพ่อลูกขาดวิ่น เด็กๆ เห็นก็เดินตามกันเป็นแถว […]

ตายเพราะขาดความยั้งคิด

สิงโตตัวหนึ่งหากินอยู่ในป่า มันจับสัตว์กินทุกว้นๆ ทำให้สัตว์่ป่าทั้งปวงหากินไม่เป็นสุข ต้องสะดุ้งหวาดกลัวทุกนาที เพราะไม่รู้ว่าจะถูกสิงโตทำร้ายเมื่อใด

สัตว์ทั้งปวงจึงพร้อมใจกันมาหาสิงโต แล้วพูดว่า “ข้าแต่ท่านเจ้าป่า การออกล่าเหยื่อของท่านทำให้พวกกระผมเดือดร้อน ไม่มีความสุขทั้งกลางคืนและกลางวัน ต่อนี้ไปใคร่จะขอให้ท่านอยู่บ้าน แล้วพวกกระผมจะผลัดกันมาให้ท่านกินวันละตัว”

สิงโตเห็นชอบด้วย สัตว์ทั้งหลายจึงจัดเวรที่จะเข้ามาให้สิงโตกินจนเป็นที่เรียบร้อย

วันหนึ่งถึงเวรที่กวางจะมอบตัวให้สิงโตกิน มันไม่อยากตาย มันจึงคิดในใจว่า “ถ้าเรายอมให้สิงโตกิน เราต้องตาย แต่ถ้าเราทำให้สิงโตตายได้ เราไม่ถูกกิน เราต้องใช้อุบายฆ่าสิงโตเสียเถิด”

แล้วมันก็เดินไปหาสิงโตอย่างเชื่องช้า หยุดเสียบ้าง ชมนกชมไม้เสียบ้าง กว่าจะถึงที่อยู่ของสิงโตก็เลยเวลาไปมาก สิงโตกำลังหิวจัดก็มีอารมณ์หงุดหงิด พอเห็นหน้ากวาง ก็ดุว่า “ทำไมมาช้านัก”

กวางทำความเคารพอย่างนอบน้อม แล้วพูดว่า “ที่มาช้านี้มิใช่ความผิดของกระผมเลย ได้ออกจากบ้านมาหาท่านตรงเวลา แต่บังเอิญสิงโตอีกตัวหนึ่งขัดขวางไว้ มันจะกินกระผมเสียให้ได้ แต่กระผมบอกมันว่า กระผมจะมาให้ท่านกิน มันจึงปล่อยให้กระผมมา และมันบอกให้กระผมเรียนท่านว่า ให้ท่านรีบหนีไปจากป่านี้เสีย มันจะเข้าครอบครองแทนท่าน”

สิงโตไม้ฟังกวางพูด ก็โกรธจนตัวสั่น ถามว่า “อ้ายสิงโตตัวนั้นอยูที่ไหน จะต้องไปฆ่มันเสีย”

กวางจึงนำสิงโตไปที่บ่อน้ำแห่งหนึ่ง ชี้ให้ดูเงาของสิงโตในน้ำ สิงโตกำลังโกรธจัด ไม่ทันคิดให้รอบครอบ กระโจนลงในบ่อทันที หมายจะขย้ำกัดสิงโตคู่แข่งให้ตาย แต่ผู้ที่ตายคือตัวของมันเอง

 

ตายเพราะชอบโกหก

ชายผู้หนึ่งพาลูกอายุ 12 ขวบ ไปยังตำบลหนึ่ง เขาต้องเดินผ่านไปในป่าแห่งหนึ่ง พ่อเดินนำหน้า ลูกชายเดินตามหลัง ลูกรู้สึกเจ็บเท้า และเหนื่อยเมื่อยล้า จึงเดินตามพ่อไม่ทัน เขาอยากให้พ่อกลับมาหาเขา และหยุดพักเหนื่อย เขาจึงตะโกนหลอกพ่อว่า “พ่อช่วยด้วย เสือโคร่งมา เสือโคร่งมา”

เมื่อพ่อได้ยินเสียงร้องของลูก ก็รีบวิ่งมาหาลูกด้วยความตกใจ พลางยกปืนตั้งท่าจะยิง แต่แทนที่จะเห็นเสือ กลับเห็นลูกของตนหัวเราะอย่างขบขัน เมื่อรู้ว่าถูกหลอกพ่อก็ไม่พอใจ ไม่ยอมนั่งพักผ่อน คงเดินนำหน้าต่อไป ลูกชายก็เดินหัวเราะตามหลังพ่อติดๆ ไป

ต่อมาไม่ช้า ลูกชายก็แลเห็นเสือตัวหนึ่งเข้าจริงๆ จึงร้องบอกพ่อว่า “พ่อช่วยด้วย เสือโคร่งมา เสือโคร่งมา”

ความกลัวทำให้เขายืนตัวสั่น ก้าวขาไม่ออก

พ่อได้ยินเสียงลูกร้องให้ช่วย แต่เข้าใจว่า ลูกคงล้อเล่นเช่นครั้งก่อน จึงมิได้หันมาดู คงตั้งหน้าเดินต่อไป

เด็กชายซึ่งชอบพูดโกหกหลอกพ่อของเขา จึงตกเป็นเหยื่อของเสือโคร่ง

เลือกลูกเขย

ครั้งหนึ่ง มีหนูสองตัวเป็นผัวเมียกัน หนูทั้งสองมีลูกสาวสวย และอยากได้ลูกเขยมีฤทธิ์มาก จึงหารือกันว่าควรยกลูกเขยให้แก่ผู้ใด จึงชวนกันไปหาพระอาทิตย์แล้วบอกความประสงค์ให้ฟัง

พระอาทิตย์หัวเราะ แล้วพูดว่า “ขอขอบใจในไมตรีจิตของท่านมาก แต่ข้าพเจ้ายังมีฤทธิ์สู้เมฆไม่ได้ เวลาข้าเจ้าส่องแสงไปยังพื้นดิน ถ้าเมฆเข้าขัดขวางบังแสงเสียข้าพเจ้าก็ส่องไม่ถึงพื้นดิน เพราะฉนั้นขอแนะนำให้ท่านยกลูกสาวให้แก่เมฆเถิด”

หนูทั้งสองไปหาเมฆ แล้วเล่าความประสงค์ให้ฟัง

เมฆพูดด้วยความหวังดีว่า “ถึงแม้ฉันจะเก่งกว่าพระอาทิตย์ แต่ก็ยังสู้ลมไม่ได้ ลมอาจพัดฉันไปทางนั้นทางนี้ตามใจชอบ ยกลูกสาวให้ลมเถิด ฉันยังไม่คู่ควรกับลูกสาวของท่าน”

หนูทั้งสองจึงไปหาลม เมื่อลมรู้ความประสงค์ของผัวเมีย จึงพูดว่า “ถึงฉันจะเป็นผู็้มีฤทธิ์ก็จริงแต่ก็ยังสู้กำแพงไม่ไ้ด้ ถูกกำแพงขัดขวางต้านทานอยู่เสมอ ฉันลองฤทธิ์กับเขาบ่อยๆ แพ้เขาทุกครั้ง ฉันขอแนะนำให้ยกลูกสาวให้กำแพงเถิด”

หนูทั้งสองจึงไปหากำแพง เล่าความประสงค์ให้ฟัง กำแพงจึงพูดว่า “ฉันมีฤทธิ์ไม่มากนักดอก สู้หนูไม่ได้ หนูกัดแทะฉันจนเป็นรูเป็นช่อง ทา่านไม่เห็นดอกหรือ ฝีมือของพวกท่านทั้งนั้น เชื่อฉันเถิด…ยกลูกสาวให้หนูดีกว่า เพราะหนูมีฤทธิ์มากที่สุด”

ในที่สุด ผัวเมียทั้งสองก็ยกลูกสาวให้หนูหนุ่มตัวหนึ่ง

 

กาขี้เกียจ

ครั้งหนึ่ง กาฝูงหนึ่งยึดเอาต้นยางเป็นที่อยู่ร่วมกัน หัวหน้าฝูงจึงออกคำสั่งว่า บรรดากาหนุ่มจะต้องสร้างรังด้วยตนเอง ไปหากิ่งไม้แห้งๆ เอาเองตามพื้นดิน ถ้าใครไม่สร้างรังจะไล่ไปที่อื่น ยกเว้นแต่ลูกกาและกาตัวเมีย

กาทั้งหลายที่เป็นหนุ่มจึงบินไปหากิ่งไม้ แล้วคาบเอามาทำรัง

มีหาหนุ่มตัวหนึ่ง ค่อนข้างจะเกียจคร้านกว่าเพื่อน จนใครๆ เรียกมันว่า อ้ายกาขี้เกียจ เมื่อได้รับคำสั่งให้สร้างรัง มันก็ทำตาม แต่พอคาบกิ่งไม้ได้ห้าเที่ยว มันก็รู็สึกขี้เกียจไม่อยากทำงานต่อไป จึงนั่งซึมอยู่เฉยๆ

ขณะนั้นกาสาววตัวหนึ่งมาเห็นเข้า จึงทักว่า “พี่ไม่สร้างรังให้เสร็จหรือ ฉันจะได้มาอยู่ด้วย”

กาหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็มีมานะ จึงบินไปคาบกิ่งไม้มาอีก แต่พอคาบได้สิบเที่ยว ก็กลับขี้เกียจอีก

ความอยากได้เมียทำให้มันคิดเอาเปรียบเพื่อน  มันเห็นรังของเพื่อนรังหนึ่ง อยู่บนกิ่งไม้ใต้รังที่มันทำ มีกิ่งไม้สองอันที่เหมาะแก่รังของมัน มันจึงคอยทีอยู่ พอเจ้าของเผลอ มันก็ไปขโมยเอามาทำรังของมัน

ต่อจากนี้ มันก็ขโมยกิ่งไม้จากรังนั้นบ้าง รังนี้บ้าง เอามาทำรรังของมัน ในที่สุดรังของมันก็เสร็จก่อนกาตัวอื่นๆ

ฝ่ายกาตัวกนึ่งทีถูกขโมย สงสัยกาที่ทำรังเสร็จก่อนใครๆ ว่าจะเป็นขโมย จึงไปตรวจดูรังของกาตัวนั้น พอมันเห็นกิ่งไม้ของมัน มันก็จำได้ จึงคาบเอาไปเสียแล้วบอกกาตัวอื่นๆ ใ้ห้รู้ว่า “อ้ายขี้เกียจขโมยไม้ของฉัน ใครถูกขโมยลองไปดูที่รังอ้ายขี้เกียจซี”

กาหลายตัวจึงบินไปที่รังของกาขี้เกียจ พร้อมกันแล้วต่างตัวต่างเอากิ่งไม้ที่ถูกขโมยคืนไป กาขี้เกียจไม่กล้าโต้เถียงคัดค้าน เพราะตัวเป็นผู้ผิด ต้องปล่อยให้รังของมันถูกรื้อกระจุยกระจาย มันต้องบินไปหากิ่งไม้มาเพิ่มเิติม กว่าจะทำรังเสร็จ […]

คนเดินทางกับต้นข่อย

คนหมู่หนึ่งเดินทางมาท่ามกลางแดดอันร้อนจ้า พอเห็นต้นข่อยขึ้นอยู่ริมทางก็ดีใจ ชวนกันนั่งพักใต้ร่มไม้ บางคนก็นอนเหยียดแข้งเหยียดขาเพื่อให้หายเมื่อล้า

ขณะนั่งพักนอนพักนี้ ชายกลุ่มนี้ตำหนิติเตียนต้นข่อยตอดเวลา คนหนึ่งว่า “ต้นข่อยไม่ค่อยมีใบ” คนที่สองว่า “ใช้ประโยชน์อะไรก็ไม่ได้” คนที่่สามว่า “ขึ้นมารกเปล่าๆ”

ต้นข่อยได้ฟังก็ขัดใจ จึงพูดว่า “คนชาติชั่วไม่รู้จักบุญคุณ ทั้งๆ ที่ได้อาศัยร่มเงาของฉัน ก็ยังมีหน้าพูดได้ว่าฉันไม่มีประโยชน์”

คนชั่วมักไม่นึกถึงบุญคุณคน

สี่เกลอหาปลา

ครั้งหนึ่ง มีชาวประมงสี่คนลงเรือไปหาปลาในทะเลด้วยกัน คนหนึ่งชื่อนายหูกวาง คนที่สองชื่อนายสามมือปาม คนที่สามชื่อนายขี้มูกมาก คนที่สี่ชื่อนายก้นแหลม การที่ได้ชื่อเช่นนี้ ก็เพราะแต่ละคนมีอวัยวะผิดปรกติกว่าคนธรรมดา

วันนั้น สี่เกลอจับปลาได้เต็มลำเรือ กะว่าจะขายได้หลายบาท ขณะที่นำเรือกลับเข้าฝั่ง มีพ่อค้าปลาลำหนึ่งตามมา พ่อค้าปลาขอซื้อปลาหนึ่งบาท

นายสามมือปามจึงใช้มืออันใหญ่โตของตนขยุ้มปลาใส่ลงในเรือของพ่อค้า ปลาหมดไปกว่าครึ่ง พ่อค้าปลาดีใจรีบออกเรือถอยห่างออกไป

แต่นายก้นแหลมโกรธเคืองมาก ที่นายสามมือปามให้ปลาแก่พ่อค้ามากเกินไป ลุกขึ้นชี้หน้านายสามมือปามพร้อมกับต่อว่า แล้วกระแทกก้นลงบนท้องเรืออย่างแรงเป็นเหตุใ้ห้้ก้นเรือทะลุเป็นรูใหญ่น้ำไหลเข้าเรืออย่างรวดเร็ว

นายสามมือปามเห็นเช่นนั้น จึงใช้มือวิดน้ำทะเลออกจากเรือ พอวิดเกือบแห้ง นายขี้มูกมากก็สั่งขี้มูกก้อนโตอุดรูรั่ว ส่วยนายหูกางให้หูของตนต่างใบเรือ กระดิกหูพักเดียวเรือกะแล่นอ้าวจนถึงฝั่ง

สี่เกลอรอดจากการตายในทะเล

ชายหูตึงเยี่ยมคนป่วย

ชายผู้หนึ่งเป็นคนหูตึง รู้ข่าวว่าเพื่อนของเขาป่วยเป็นโรคอย่างหนึ่ง ถึงแก่ต้องนอนรักษาตัวอยู่ที่บ้านเป็นเวลาหลายวัน จึงไปเยี่ยมเพื่อนผู้นี้

เขาตรึกตรองสรรหาถ้อยคำที่จะซักถามอาการป่วยของเพื่อนตลอดทาง ในที่สุดตกลงใจว่าจะถามเป็นเนื้อความสามข้อ ดังนี้

“อาการป่วยทุเลาแล้วไม่ใช่หรือ”

เพื่อนเขาคงจะตอบว่า “ทุเลาบ้างแล้ว” หรือ “ค่อยยังชั่ว” เขาจะถามต่อว่า

“ใช้หมอไหนรักษาล่ะ”

เพื่อนเขาคงจะบอกชื่อหมอให้เขาฟัง แล้วเขาก็จะถามต่อไปว่า

“คะเนว่าจะหายภายในกี่วัน”

เพื่อนของเขาคงจะบอกว่า “มีหวังว่าจะหายในไม่ช้า” เขาก็จะกล่าวว่า “ผมขอวภาวนาให้เป็นเช่นคุณว่า” ต่อจากนี้เขาจะคุยกับเพื่อนในเรื่องอื่นๆ แล้วจึงลากลับ

เมื่อเตรียมคำถามคำตอบได้เรียบร้อยแล้ว เขาก็รู้สึกโล่งใจ เมื่อเห็นหน้าเพื่อน เขาตั้งคำถามข้อที่หนึ่งว่า “อาการป่วยค่อยทุเลาแล้วไม่ใช่หรือ”

แทนที่คนป่วยจะตอบอย่างที่เขาคาด กลับตอบว่าอาการเพียบลง

ชายหูตึงยิ้มด้วยความพอใจ แล้วพูดว่า “ผมดีใจด้วยที่ได้ทราบข่าวนี้ ให้คุณหมอคนไหนรักษาครับ”

คนป่วยมองหน้าเพื่อนอย่างงุนงง แล้วตอบว่า “ให้หมออินรักษาครับ”

ชายหูตึงพยักหน้า แล้วกล่าวว่า “ได้หมอคนนี้รักษาก็วิเศษน่ะซิ หมอกะว่าจะหายภายในกี่วัน”

คนป่วยพูดอย่างไม่พอใจว่า “ขืนให้หมออินรักษาเป็นไม่มีวันหาย ผมก็ตายเท่านั้นเอง”

ชายหูตึงหัวเราะลั่น ตบไหล่ผู็้ป่วยแล้วพูดอย่างยิ้มแย้มว่า “ผมขอภาวนาขอให้เป็นเหมือนเช่นว่า”

พอได้ฟังคำพูดเช่นนั้น คนป่วยเหลือที่จะยับยั้งความโกรธได้ เขาตะโกนว่า “ไอ้บ้า มานั่งแช่งคนเจ็บอยู๋ได้ ไปให้พ้นบ้านข้าเดี๋ยวนี้”

เมื่อลาเอาอย่างลิง

ชายผู้หนึ่งชอบเลี้ยงสัตว์ เขาเลี้ยงลิงและลาอย่างละตัว แต่ชอบดูลิงซนมากกว่าลา

วันหนึ่ง ลิงปีนขึ้นไปบนหลังคาบ้าน แล้วร้องเสียงลั่นจนเจ้าของและคนอื่นๆ วิ่งมาดู พอลิงเห็นคนมาดู มันก็กระโดดโลดเต้น และแสดงท่าทางหยาบโลนต่างๆ คนที่ดูมันก็พากันชอบใจหัวเราะเฮฮา เมื่อลิงลงมาจากหลังคาแล้ว  เจ้าของก็ตบหัวลูบหลังมันด้วยความเอ็นดู

ฝ่ายลาเห็นเช่นนั้น ก็อยากจะทำตัวให้เป็นที่พอใจของเจ้าของบ้าง พอวันรุ่งขึ้น มันก็ปีนขึ้นบนหลังคาบ้านบ้าง แต่ตัวของมันหนักและมันงุ่มง่าม มันจึงทำให้กระเบื้องบนหลังคาแตกหลายสิบแผ่น บางแผ่นล่วงลงมาถูกคนข้างล่าง

เมื่อเจ้าของทราบเรื่อง ก็โกรธลาตัวนั้นมา ฉวยไม้ขึ้นไปไล่ลาลงจากหลังคา แล้วตีถูกหลังลาหลายสิบที

โชคของคนตัดฝืน

ชายคนหนึ่งมีอาชีพทางตัดฝืนขาย วันหนึ่งขณะที่เขาเงื้อขวานจะัฟันต้นตะเคียนใหญ่ต้นหนึ่ง นางไม้ที่อาศัยอยู่ในโพรงต้นตะเคียนได้สำแดงกายให้เห็น แล้วขอร้องชายผู้นั้นไม่ให้โค่นต้นไม้

คนตัดฝืนกลัวนางไม้จะทำร้ายตน จึงยอมทำตามคำขอ นางฟ้าดีใจจึงบอกเขาว่า “คุณเป็นคนดี ฉันจะให้รางวัลอันล้ำค่าแก่คุณ นับแต่นี้ไปคุณอฐิษฐานขออะไรจะสำเร็จสมใจทุกอย่าง แต่ขอไ้เพียงสามครั้งเท่านั้น” พูดเช่นนี้แ้ล้วก็หายตัวไป

คนตัดฝืนกลับถึงบ้านในเวลาเย็น พอถึงบ้านก็หลับไปด้วยความเหน็ดเหนื่อย ต่อเมื่อเมียเขาเขย่าตัวจึงได้ตื่น เขาลืมเรื่องนางไม้ให้พรวิเศษแก่เขาจึงมิได้เล่าให้เมียฟัง

ถึงตอนกินอาหารเย็น พอเขาเห็นกับข้าวมีแต่น้ำพริกกับผัก เขาก็พูดว่า “เบื่อกับข้าวจริง อยากได้หมูซักขาหนึ่ง” พอพูดขาดคำ ก็มีเสียงดังปลาดดังขึ้นบนหลังคา แล้วกมีขาหมูหล่นลงมาตรงที่หน้าเขา

คนตัดฝืนจึงนึกถึงเรื่องนางไม้ขึ้นมาได้ เขาเล่าให้เมียฟังด้วยความดีใจ พอเมียรู้เรื่องก็พูดว่า “แกมันโง่ ได้พรวิเศษอย่างนี้น่าจะนึกเอาของดีๆ สัญชาติคนตะกละเป็นอย่างนี้เอง คิดแต่จะกินอย่างเีดียว แหม คนอะไรก็ไม่รู้อยากให้ขาหมูจุกปากแกเหลือเกิน”

ทันใดนั้นเอง ขาหมูก็ลอยขึ้นจากโต๊ะ ตรงไปจุกปากคนตัดฝืน ชายผู้นั้นพยายามดึงขาหมูออกจากปากสักเท่าใดก็ไม่หลุดจากปาก เมียของเขาช่วยดึงอีกแรงหนึ่ง ขาหมูก็ยังติดแน่นอยู่ที่ปาก

คนตัดฝืนจึงพูดว่า “เพี้ยง ขอให้ขาหมูระยำหลุดออกจากปากเสียทีเถิด”

พอขาดคำ ขาหมูก็หายไป ผัวเมียคู้นี้เลยอดกิน นึกอยากจะได้อะไรอีกก็ไม่ได้เสียแล้ว เพราะตนขอพรครบสามครั้งแล้ว